” เสด็จแม่ ของเราซึ่งเป็นสมเด็จฯย่าของเธอมาด้วย ถึงเราจะเป็นเจ้าฟ้าพระมหากษัตริย์ ถ้าแม่ของเรายังไม่ได้เสวย เราก็ยังรับไม่ได้ เธอจงนำน้ำอัดลมไปถวายสมเด็จย่าของเธอก่อน แล้วมาเปิดให้เราใหม่” . ปีนั้นลุงจิตรอายุ ๑๗ ปี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เสด็จฯประพาส ที่วังเจ้า ริมแม่น้ำเพชรบุรี ต.สองพี่น้อง อ.ท่ายาง (ปัจจุบัน อ.แก่งกระจาน) ทรงโปรดฯให้ลุงจิตรเฝ้าถวายงานใกล้ชิด ดูแลเรื่องยกเสบียงอาหาร น้ำดื่ม และเสื่อพระที่นั่ง ขณะนั้นเวลาประมาณ ๑๑.๐๐ น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขณะทรงดนตรีบริเวณโขดหินริมแม่น้ำเพชรบุรี ทรงกระหายน้ำ จึงได้สั่งให้ลุงจิตรไปเปิดน้ำอัดลมมาถวาย แต่เมื่อลุงนำมาพระองค์ไม่ทรงรับพร้อม ตรัสว่า.... ” เสด็จแม่ของเรา ซึ่งเป็นสมเด็จฯย่าของเธอมาด้วย ถึงเราจะเป็นเจ้าฟ้าพระมหากษัตริย์ ถ้าแม่ของเรายังไม่ได้เสวย เราก็ยังรับไม่ได้ เธอจงนำน้ำอัดลมไปถวายสมเด็จย่าของเธอก่อน แล้วมาเปิดให้เราใหม่” . หลังมีกระแสพระราชดำรัส ลุงจิตรได้รีบนำน้ำอัดลมขวดใหม่ไปถวายสมเด็จย่า แล้วมาเปิดน้ำอัดลมขวดใหม่ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระองค์รับไปเสวยจนหมดขวด แต่ยังคงมีพระอาการกระหายน้ำ จึงรับสั่งให้นายจิตรเปิดอีก ๑ ขวด ซึ่งขวดที่ ๒ นี้ พระองค์เสวยไม่หมด เสวยได้ครึ่งเดียว และโดยไม่คาดฝันพระองค์ทรงพระราชทานน้ำอัดลมส่วนที่เหลือให้ลุงจิตร และทรงรับสั่งว่า “น้ำเหลืออีกครึ่งขวด จะทิ้งก็เสียดาย ถ้าเธอหิวก็ดื่มได้ เราอนุญาต” ลุงก็รับมาและดื่มต่อจากพระองค์ท่านจนหมด ด้วยหัวใจที่พองโตด้วยความปลาบปลื้มปีติ . ครั้งแรกนึกว่าในหลวงเสด็จฯประพาสคราวนี้คงจะมาสำราญพระอิริยาบถเป็นการส่วนพระองค์ แต่มารู้ภายหลังว่าพระองค์ท่านเป็นพระราชาที่ทรงงานตลอดเวลาจริง ๆ เพราะจากที่ได้ถวายการรับใช้พระองค์ท่านในวันนั้น อีก ๒ ปี ในปี ๒๕๐๔ โครงการก่อสร้างเขื่อนแก่งกระจานก็เกิดขึ้น และเปิดใช้งานในปี ๒๕๐๙ หลังมีเขื่อนซึ่งบริเวณนั้นกลายสภาพเป็นแอ่งกักเก็บน้ำขนาดใหญ่กว่า ๗๕๐ ล้านลูกบาศก์เมตร ชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎร์ชาวแก่งกระจาน และหลายอำเภอในจังหวัดเพชรบุรีที่มีพื้นที่เกษตรส่วนใหญ่ก็ดีขึ้นทันตาเห็น เช่นเดียวกับหลายๆโครงการที่พระองค์ท่านมีดำริให้สร้างในจังหวัดนี้ . “เสียใจมากที่พระองค์ท่านสวรรคต” ประโยคสั้น ๆ หลุดออกจากปากลุงจิตร เพราะจากนั้นฝ่ามือก็ถูกยกขึ้นมาบดบังใบหน้าที่เหี่ยวย่น แต่ไม่สามารถปิดเสียงสะอื้นไห้ และได้เดินไปถวายบังคมพระบรมฉายาลักษณ์ที่ติดอยู่บริเวณฝาผนังบ้าน . http://www.matichon.co.th/news/329683

” เสด็จแม่ ของเราซึ่งเป็นสมเด็จฯย่าของเธอมาด้วย ถึงเราจะเป็นเจ้าฟ้าพระมหากษัตริย์ ถ้าแม่ของเรายังไม่ได้เสวย เราก็ยังรับไม่ได้ เธอจงนำน้ำอัดลมไปถวายสมเด็จย่าของเธอก่อน แล้วมาเปิดให้เราใหม่”
.
ปีนั้นลุงจิตรอายุ ๑๗ ปี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เสด็จฯประพาส ที่วังเจ้า ริมแม่น้ำเพชรบุรี ต.สองพี่น้อง อ.ท่ายาง (ปัจจุบัน อ.แก่งกระจาน) ทรงโปรดฯให้ลุงจิตรเฝ้าถวายงานใกล้ชิด ดูแลเรื่องยกเสบียงอาหาร น้ำดื่ม และเสื่อพระที่นั่ง ขณะนั้นเวลาประมาณ ๑๑.๐๐ น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขณะทรงดนตรีบริเวณโขดหินริมแม่น้ำเพชรบุรี ทรงกระหายน้ำ จึงได้สั่งให้ลุงจิตรไปเปิดน้ำอัดลมมาถวาย แต่เมื่อลุงนำมาพระองค์ไม่ทรงรับพร้อม ตรัสว่า....

” เสด็จแม่ของเรา ซึ่งเป็นสมเด็จฯย่าของเธอมาด้วย ถึงเราจะเป็นเจ้าฟ้าพระมหากษัตริย์ ถ้าแม่ของเรายังไม่ได้เสวย เราก็ยังรับไม่ได้ เธอจงนำน้ำอัดลมไปถวายสมเด็จย่าของเธอก่อน แล้วมาเปิดให้เราใหม่”
.
หลังมีกระแสพระราชดำรัส ลุงจิตรได้รีบนำน้ำอัดลมขวดใหม่ไปถวายสมเด็จย่า แล้วมาเปิดน้ำอัดลมขวดใหม่ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระองค์รับไปเสวยจนหมดขวด แต่ยังคงมีพระอาการกระหายน้ำ จึงรับสั่งให้นายจิตรเปิดอีก ๑ ขวด ซึ่งขวดที่ ๒ นี้ พระองค์เสวยไม่หมด เสวยได้ครึ่งเดียว และโดยไม่คาดฝันพระองค์ทรงพระราชทานน้ำอัดลมส่วนที่เหลือให้ลุงจิตร และทรงรับสั่งว่า “น้ำเหลืออีกครึ่งขวด จะทิ้งก็เสียดาย ถ้าเธอหิวก็ดื่มได้ เราอนุญาต” ลุงก็รับมาและดื่มต่อจากพระองค์ท่านจนหมด ด้วยหัวใจที่พองโตด้วยความปลาบปลื้มปีติ
.
ครั้งแรกนึกว่าในหลวงเสด็จฯประพาสคราวนี้คงจะมาสำราญพระอิริยาบถเป็นการส่วนพระองค์ แต่มารู้ภายหลังว่าพระองค์ท่านเป็นพระราชาที่ทรงงานตลอดเวลาจริง ๆ เพราะจากที่ได้ถวายการรับใช้พระองค์ท่านในวันนั้น อีก ๒ ปี ในปี ๒๕๐๔ โครงการก่อสร้างเขื่อนแก่งกระจานก็เกิดขึ้น และเปิดใช้งานในปี ๒๕๐๙ หลังมีเขื่อนซึ่งบริเวณนั้นกลายสภาพเป็นแอ่งกักเก็บน้ำขนาดใหญ่กว่า ๗๕๐ ล้านลูกบาศก์เมตร ชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎร์ชาวแก่งกระจาน และหลายอำเภอในจังหวัดเพชรบุรีที่มีพื้นที่เกษตรส่วนใหญ่ก็ดีขึ้นทันตาเห็น เช่นเดียวกับหลายๆโครงการที่พระองค์ท่านมีดำริให้สร้างในจังหวัดนี้
.
“เสียใจมากที่พระองค์ท่านสวรรคต” ประโยคสั้น ๆ หลุดออกจากปากลุงจิตร เพราะจากนั้นฝ่ามือก็ถูกยกขึ้นมาบดบังใบหน้าที่เหี่ยวย่น แต่ไม่สามารถปิดเสียงสะอื้นไห้ และได้เดินไปถวายบังคมพระบรมฉายาลักษณ์ที่ติดอยู่บริเวณฝาผนังบ้าน
.
http://www.matichon.co.th/news/329683

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

พระราชดำรัสในหลวง “ชีวิตมนุษย์เรานี่ อิ่มเดียว หลับเดียวเท่านั้น” อิ่มเดียว หลับเดียว ข้าพเจ้าจะนำท่านย้อนหลังกลับไปเมื่อ ๔๐ ปีที่แล้วมา ขณะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองราชย์ใหม่ๆ ทรงโปรดการทรงภูษาเป็นสนับเพลาสั้น (กางเกงขาสั้น) ในยามดึก เวรยามรอบพระราชฐานที่ประทับ ต่างทำหน้าที่กัน ตามจุดต่างๆ ไม่มีบกพร่อง ไม่มีการละทิ้งหน้าที่ ไม่มีการหยอกล้อเฮฮา ส่งเสียงอึกทึกหรือเล่นหัวกัน เพราะต่างรู้หน้าที่ของตนว่ากำลังถวายอารักขาแลtถวายความปลอดภัย แด่องค์พระประมุขของชาติ จอมคนของปวงชนชาวไทย แม้จะมิได้ทรงเสด็จออกมาทอดพระเนตร แต่ทุกคนก็รู้หน้าที่กันเป็นอย่างดี ยิ่งดึกอากาศยิ่งหนาว ลมพัดกรูเกรียวเสียงน้ำค้างตก ใครจะนึกบ้างเล่าว่าพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวจะทรงเสด็จลงมา ทรงพระราชดำเนินไปรเวท (เดินเล่น) บางครั้งทรงเสด็จพระราชดำเนินมาเงียบๆ แล้วก็มีพระราชดำรัสทักทายแก่ทหารมหาดเล็กที่ถวายเวรยาม และนายทหารราชองครักษ์เวร ประดุจน้ำทิพย์หยาดลงชโลมดวงใจของผู้ที่ทำการอยู่เวรยามให้ได้ระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณว่า ทรงเป็นห่วงผู้ที่มาอยู่เวรยามด้วยความจงรักภักดี แม้เวลาจะดึกดื่นแล้วก็ยังคงอยู่ในหน้าที่ด้วยอาการสงบที่เป็นการถวายชีวิตเป็นราชพลี... ตอนนั้น ทรงเสด็จพระราชดำเนินผ่านหน้าข้าพเจ้า ซึ่งกำลังหมอบกราบด้วยความเคารพอย่างสุดชีวิต ทรงหยุดพระราชดำเนินแล้วมีพระราชดำรัสเรียกชื่อของข้าพเจ้า จากนั้นทรงพระราชดำรัสต่อไปว่า“ชีวิตมนุษย์เรานี่อิ่มเดียวหลับเดียวเท่านั้น” ทรงเสด็จพระราช ดำเนินผ่านไปจนลับพระองค์ ข้าพเจ้าทบทวนพระราชดำรัสจนขึ้นใจ นึกไม่ออกว่าทรงหมายความว่าอย่างไร จนรุ่งเช้าออกเวรแล้วจึงได้กลับบ้าน อีกสองสามวันต่อมาได้มีโอกาสเข้าไปคุยธรรมะกับพระที่วัดเทพธิดา จึงได้เอ่ยถามท่านมหาผู้มีเปรียญเป็นดีกรีว่า“ท่านมหาขอรับ คำว่าอิ่มเดียวหลับเดียวนี่ หมายความว่า อย่างไรขอรับ” ท่านมหาขมวดคิ้วแล้วย้อนถามผมด้วยความฉงนฉงาย ทำให้ผมยิ่งงงเข้าไปอีกว่า “โยมเฉลิมศักดิ์ไปเอาคำนี้มาจากไหนกันล่ะ” ข้าพเจ้ามิได้บอกท่านตรงๆ ในที่สุดท่านก็ได้ตอบปัญหาให้ผมได้เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งว่า….. โยมเฉลิมศักดิ์คำนี้น่ะ ผู้ที่ได้กล่าวถึงนี้เป็นผู้มีความรู้ในพระพุทธพจน์อันมีความหมายยาวให้ย่นย่อ เข้าใจได้ง่ายอีกด้วย คำว่าอิ่มเดียวหลับเดียวนั้น มาจากพระพุทธพจน์ ที่ทรงให้ตัดความโลภ เพื่อให้ ชีวิตเป็นสุข ให้รู้จักคำว่าพอ เพราะมนุษย์เรานั้นจะกินได้มากเท่าใด ก็ไม่เกินอิ่มของตน พออิ่มแล้วก็เท่านั้นแหละ อะไรก็ไม่วิเศษอีกแล้ว การนอนก็เช่นกัน จะนอนนานแค่ไหนก็แค่อิ่มนอนของตัวเองเท่านั้น มนุษย์เรานั้นวุ่นวายอยู่ทุกวันนี้ ก็เพราะไม่รู้จักอิ่ม ได้มาอิ่มแล้วก็ยังอยากได้อีก นอนอิ่มแล้วก็อยากนอนอีกอยาก ได้ให้มันมากขึ้นไปอีก ถ้าคนเรายึดในหลักว่าอิ่มเดียวหลับเดียว โลกก็จะเป็นสุข ไม่ต้องแก่งแย่งชิงดี และแสวงหาจนทำให้เดือดร้อนกันไปทั่ว คนเรานะโยม จะบริโภคอาหารอันอิ่มเอมโอชะสักเท่าใดก็อิ่มเดียว กินข้าวคลุก น้ำปลา หรือกินอาหารจีนรสเลิศชามละเป็นพันบาท ก็อิ่มเดียวแค่อิ่มเท่านั้น กินเข้าไปไม่ได้แล้ว จะนอนบนที่นอนยัดนุ่นรองด้วยสปริง อยู่ในห้องแอร์เย็นฉ่ำ นอนในสลัมหรือ นอนในคฤหาสน์ ก็แค่นอนหลับอิ่มเดียวเท่านั้น เต็มอิ่มแล้วก็ต้องลุกขึ้นมา ชีวิตของมนุษย์ทุกคน ก็เท่าเทียมกันด้วยอิ่มเดียวและหลับเดียวนี่แหละ

สิ่งที่ผมฝากไว้ให้กับ คนของพระราชา จงรักษา หวงแหน แผ่นดินนี้ จงรู้รัก สามัคคี พอเพียงไว้ จงตอบแทน รู้คุณ ประเทศไทย ที่พ่อหลวงทุ่มชีวี รักษาไว้ ให้พวกเรา Thammasak Orachoonwong cr: ราชภัฏอุตรดิตถ์ คนของพระราชา ข้าของแผ่นดิน

หน้าที่ คือ รักษาแผ่นดิน หัวใจองค์ภูมินทร์ คือ กำลังใจ ปกป้องเอกราช ผืนแผ่นดินไทย ส่วนหัวใจ มอบให้พ่ออยู่หัวภูมิพล รั้วของชาติ ปกป้องรักษาด้วยชีวิต ในดวงจิต รักพ่อหลวงยิ่งชีพ ทรงสถิตเป็นพระมิ่งขวัญ มิ่งประทีป ขอถวายชีพ ถวายราชพลีแด่พระองค์ตราบสิ้นลมหายใจ ขอบคุณนักกวีแผ่นดินพ่อหลวง ร.๙